Jim Perdue กับภารกิจพลิกคำสาปทายาทรุ่นที่ 3 ปั้น Perdue Farms โต 10 เท่า ด้วยกลยุทธ์ “ไม่วิ่งตามกระแส”

Jim Perdue กับภารกิจพลิกคำสาปทายาทรุ่นที่ 3 ปั้น Perdue Farms โต 10 เท่า ด้วยกลยุทธ์ “ไม่วิ่งตามกระแส”

FORBES THAILAND / ADMIN
24 Sep 2026 | 08:51 AM
READ 1247

โดยทั่วไปแล้วทายาทรุ่นที่ 3 มักจะทำลายธุรกิจครอบครัว แต่ Jim Perdue กลับสามารถขยายบริษัทสัตว์ปีกที่มีอายุกว่า 1 ศตวรรษของตระกูลได้ถึง 10 เท่า ด้วยการมุ่งเน้นการผลิตเนื้อสัตว์พรีเมียมออร์แกนิกที่นอกเหนือจากไก่ และไม่เดินตามกระแส


    ณ มุมหนึ่งอันเงียบสงบของ Chesapeake Bay บริเวณหน้าบ้านพักของ Jim Perdue ในเมือง Berlin รัฐ Maryland ทายาทของตระกูลธุรกิจฟาร์มไก่ที่โด่งดังที่สุดในอเมริกากำลังบ่มเพาะธุรกิจฟาร์มหอยตลับของเขา ในแต่ละปีเขาจะนำผลผลิตราว 1,000 ตัวส่งขายให้กับร้านอาหารท้องถิ่น ส่วนที่เหลือนั้นสงวนไว้ให้คนในตระกูล Perdue รับประทานกัน

    ฟาร์มหอยแห่งนี้คืออนุสรณ์ชิ้นสุดท้ายจากความใฝ่ฝันที่จะแยกตัวออกมาสร้างอาณาจักรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยตัวเอง ซึ่งแรงปรารถนานี้เองที่เคยทำให้เขาในวัย 25 ปี หันหลังให้กับธุรกิจสัตว์ปีกอันมั่งคั่งของครอบครัวเมื่อปี 1974

    “คุณไม่มีวันรู้หรอกว่าที่มีคนมาตบไหล่ชมคุณนั้นเป็นเพราะฝีไม้ลายมือของตัวเองจริงๆ หรือเป็นเพราะนามสกุลของคุณกันแน่” Jim ในวัย 77 ปี เอ่ยขึ้นจากโรงนาในที่ดินเขาเอง โครงสร้างของอาคารแห่งนี้ประดับประดาไปด้วยของที่ระลึกจากประวัติที่ผ่านมาของบริษัท ซึ่งรวมถึงโฆษณาชิ้นประวัติศาสตร์ที่มีภาพของ Frank ผู้เป็นพ่อพร้อมกับสโลแกนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ว่า “ต้องใช้ฝีมือของชายผู้แกร่งกล้าจึงจะมาเป็นไก่เนื้อนุ่ม”

    Frank คือเจ้าพ่อสัตว์ปีกระดับตำนาน ผู้ทำให้โรงเพาะพันธุ์ไก่ที่คุณพ่อของเขาสร้างไว้ (เมื่อปี 1920) เติบใหญ่จนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่มียอดขายระดับ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้ Jim ในปี 1991 ซึ่งตัว Jim เองก็เพิ่งจะยอมกลับมาสืบทอดกิจการของตระกูลได้เพียง 2-3 ปีก่อนหน้านั้น และนั่นคือหลังจาก Frank ขู่ว่าจะขายทิ้งทั้งบริษัทหากเขาไม่กลับมา

    Jim กล่าวว่า “พ่อของผมไม่ค่อยไว้ใจใครง่ายๆ แต่เขาไว้ใจผม”

    แม้ Frank จะล่วงลับไปแล้วเมื่อปี 2005 เมื่ออายุ 84 ปี อิทธิพลของเขายังคงแผ่ไปทั่ว Perdue Farms แต่ตลอด 35 ปีนับตั้งแต่ Jim ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานกรรมการและ CEO ทายาทรุ่นที่ 3 คนนี้ได้ติดปีกให้ธุรกิจทะยานสู่การเป็นผู้ผลิตไก่รายใหญ่อันดับ 4 ของอเมริกา กวาดรายได้ไปถึง 9.2 พันล้านเหรียญในปี 2025

    ภายใต้การกุมบังเหียนของเขา Perdue ยังขยายอาณาจักรจนกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองออร์แกนิกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ (มากกว่า 500 ล้านปอนด์ต่อปี) และเป็นหนึ่งในผู้ค้าธัญพืชรายใหญ่ที่สุด (มูลค่ากว่า 2 พันล้านเหรียญต่อปี) ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถหลุดพ้นจากคำสาปของทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งมีธุรกิจครอบครัวไม่เกิน 10% ที่สามารถอยู่รอดไปถึงรุ่นที่ 4 พร้อมทั้งปั้นบริษัทให้เติบโตขึ้นจากเดิมได้มากกว่า 10 เท่า

    “แนวคิดของเราก็คือต้องสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์” Jim กล่าว “มันไม่ใช่ว่าเราต้องรีบวิ่งออกไปกว้านซื้อไก่มาเพิ่มในตอนนี้”

    จากการต่อยอดกลยุทธ์ที่ผู้เป็นพ่อได้ปูทางไว้ด้วยการใช้ระบบการผลิตแบบครบวงจร สู่การเน้นการผลิตสินค้าระดับพรีเมียม ส่งผลให้ปัจจุบัน Perdue Farms ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตไก่ออร์แกนิกรายใหญ่ที่สุดของอเมริกา (ด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 30%) และเป็นผู้รับซื้อธัญพืชออร์แกนิกรายใหญ่ที่สุด (น้ำหนักร่วม 2 หมื่นล้านปอนด์)

    นอกเหนือจากกลุ่มสัตว์ปีกแล้ว อานิสงส์จากการเข้าซื้อกิจการ Niman Ranch และ Coleman ยังส่งผลให้ Perdue เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเนื้อสัตว์จากการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการเนื้อวัวตามการรับรองออร์แกนิกแบบฟื้นฟูของ Niman นั้น มีฝูงวัวกระจายครอบคลุมพื้นที่ถึง 105,000 เอเคอร์ และมีแผนจะขยายให้ถึง 250,000 เอเคอร์ภายในปี 2028

    Jim ใช้เวลาถึง 14 ปี จากปี 2002-2016 ในการเปลี่ยนฟาร์มไก่ทุกแห่งของบริษัทให้ปลอดสารยาปฏิชีวนะโดยสิ้นเชิง ขณะที่คู่แข่งรายใหญ่อย่าง Tyson เพิ่งจะกลับคำเรื่องการทำฟาร์มปลอดสารไปเมื่อไม่นานมานี้โดยอ้างเรื่องต้นทุนสูง แต่ Jim กลับมองต่าง โดยเขากล่าวว่า การทำฟาร์มแบบปลอดสารนั้นไม่ได้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเลย โดยทางบริษัทเลือกใช้หลากหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการลดความหนาแน่นของจำนวนสัตว์ในโรงเรือน รวมถึงการดูแลคอกสัตว์ให้สะอาด มีการระบายอากาศที่ดี และแสงสว่างที่เพียงพอ

    Jim เผยว่า ทั้งหมดนี้ไม่เพียงทำให้เนื้อไก่มีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น แต่มันยังทำกำไรได้มากกว่าด้วย เพราะไก่ของ Perdue สามารถขายได้ราคากว่าผู้ผลิตรายใหญ่รายอื่นๆ โดย Forbes ประเมินว่า อัตรากำไร EBITDA ของบริษัทนั้นพุ่งสูงกว่า 15% เมื่อเทียบกับ Tyson ที่ทำได้เพียง 6% และ Pilgrim’s Pride ที่มียักษ์ใหญ่อย่าง JBS หนุนหลัง

    กำไรอยู่ที่ 7% ปัจจัยที่สร้างผลกำไรที่มากกว่านี้เองที่ช่วยให้ Perdue สามารถยืนหยัดต้านทานความผันผวนและวัฏจักรขึ้นลงตามธรรมชาติของธุรกิจการเกษตรได้เป็นอย่างดี “เราไม่ได้ขายไก่ในราคาถูกที่สุดในตลาดหรอก” เขากล่าวเรียบๆ

    ตัวเลขทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นขุมทรัพย์อันมั่งคั่งของตระกูล ซึ่ง Forbes ประเมินว่า มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 5 พันล้านเหรียญ โดยจำนวนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สัดส่วนหุ้นในบริษัท (มูลค่า 4 พันล้านเหรียญ) เท่านั้น แต่ยังรวมเงินปันผลที่จ่ายออกมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา “นั่นก็เพื่อรักษาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวเอาไว้” Jim กล่าว “เพราะแต่ก่อนพ่อของผมต้องการให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกอัดฉีดกลับเข้าไปลงทุนในธุรกิจทั้งหมด”



เรื่อง: Chloe Sorvino เรียบเรียง: จารุณี แตมสำราญ
ภาพ: Aaron Kotowski



​​​​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แดนด้ามกระทะทำเงินใน Texas เกมเดิมพัน AI จากศูนย์ข้อมูลที่ยังไม่เสร็จ แต่สร้างเศรษฐีพันล้าน

​อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine​