ลูกชายคนรองของท่านประธานาธิบดีขายฝันแผนธุรกิจว่า บริษัทคริปโตของเขาพิมพ์เงินได้ไม่อั้น แต่ที่จริงมันเป็นแค่เครื่องมือกินส่วนต่างที่ล่อนักลงทุนสาย MAGA มาเป็นเหยื่อ
Eric Trump ต่อสายเข้าร่วมการประชุมรายงานผลประกอบการในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพื่อทำสิ่งที่ครอบครัวเขาถนัดที่สุด นั่นคือการเล่าเรื่องขายฝัน เขาบอกผู้ฟังว่า บริษัท American Bitcoin แห่งเมือง Miami ของเขากำลัง “ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในโลกแห่งบิตคอยน์อย่างรวดเร็ว” และเป็น “แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกแบรนด์” ชายวัย 42 ปี ปิดท้ายด้วยการขอบคุณผู้บริหารที่มีอยู่ไม่กี่คนแล้วต่อด้วย “และทุกๆ ท่านที่ American Bitcoin”
แม้คำกล่าวปิดท้ายจะไม่ต่างจากข้อความสำเร็จรูปที่องค์กรไหนๆ ก็ใช้กัน แต่ถ้าสังเกตให้ดีบริษัทแห่งนี้แทบเรียกว่าองค์กรไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะรายงานที่บริษัทยื่นในอีก 1 เดือนต่อมาระบุว่าบริษัทมีพนักงานประจำแค่ 2 คน ซึ่งคาดว่าเป็น CEO Mike Ho กับกรรมการผู้จัดการใหญ่ Matt Prusak และประธานกรรมการ Asher Genoot ก็นั่งอยู่ในบอร์ดที่มีกรรมการแค่ 5 คน
ส่วนพนักงานตำแหน่งอื่นๆ ที่โผล่มาใน LinkedIn อีกนิดหน่อยก็ดูเหมือนเป็นแค่ชื่อตำแหน่งชั่วคราวที่แปะไว้ลวกๆ ในบริษัทมหาชน เช่น ผู้บริหารทีมงาน หรือผู้จัดการฝ่ายโซเชียลมีเดีย
พูดกันแบบไม่อ้อมค้อมก็คือ American Bitcoin เป็นบริษัทที่มีแค่โครงสร้างบางจ๋อย ห่อหุ้มนามสกุลที่ทำเงินได้มากที่สุดนามสกุลหนึ่งในวงการธุรกิจของอเมริกา บริษัทนี้ไม่มีการดำเนินงานในเชิงลึกทีมงานขนาดใหญ่ หรือแผนการขายผลิตภัณฑ์ในระยะยาว แต่มันคือไอเดียการเอาโลโก้ Trump มาหากินกับบิตคอยน์ โดยหาเงินทุนด้วยวิธีที่คล้ายการเทรด
Eric ฉายภาพว่า American Bitcoin พิมพ์เงินได้ไม่อั้นจากการขุดบิตคอยน์ด้วยต้นทุนประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าบิตคอยน์ แต่เมื่อดูโครงสร้างและตัวเลขจากข้อมูลที่เปิดเผยโดยบริษัทให้ดีๆ มันจะชี้ให้เห็นโมเดลธุรกิจซึ่งไม่ใช่อย่างที่พูด กล่าวคือบริษัทนี้เอานามสกุล Trump มาช่วยดันมูลค่ากิจการ แล้วนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปซื้อบิตคอยน์
จากนั้นก็ชี้ให้นักลงทุนดูกองบิตคอยน์ที่โตขึ้นกว่าเดิมเพื่อยืนยันว่าเรื่องที่เล่านั้นทำได้จริง ซึ่งวงจรนี้จะทำให้คนวงในรวยขึ้นๆ ขณะที่ผู้ถือหุ้นที่เป็นคนนอกก็จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงจนแทบไม่เหลืออะไรเลย
ตอนที่ American Bitcoin เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 3 กันยายนปีที่แล้ว บริษัทของ Eric Trump มีบิตคอยน์อยู่ในงบดุลประมาณ 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนักลงทุนประเมินมูลค่ากิจการไว้ 1.32 หมื่นล้านเหรียญ อยู่ในระดับเดียวกับบริษัท AI แถวหน้า
ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา American Bitcoin ฉวยโอกาสจากการได้มูลค่าประเมินสูงลิ่วเทขายหุ้นแล้วเอาเงินไปซื้อบิตคอยน์มาเพิ่ม จำนวนหุ้นในตลาดที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมากได้ทำให้มูลค่าหุ้นในตอนนี้ราคาดิ่งลงมาจากจุดสูงสุดถึง 93%
แต่ในเมื่อ Eric Trump ลงทุนไปนิดเดียวตั้งแต่แรกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบริษัทนี้เขาจึงลอยตัวอยู่ได้สบาย แถมยังมีทรัพย์สินส่วนตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 230 ล้านเหรียญเป็น 310 ล้านเหรียญด้วยวิชาเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน ในทางกลับกันพวกนักลงทุนทั่วไปที่หลงเชื่อคำโฆษณาของแผนธุรกิจของเขาขาดทุนไปแล้วประมาณ 500 ล้านเหรียญ
ตัวแทนของ Eric Trump, Trump Organization และ American Bitcoin ไม่ตอบสนองจากการขอสัมภาษณ์ความคิดเห็นไปหลายครั้งของเรา แต่หลังจากเรื่องนี้ถูกตีแผ่ Eric Trump ก็โพสต์ด่า Forbes บน X แบบหาความจริงไม่ได้
เขาอ้างว่า “สื่อรายนี้โจมตีผมมาหลายปีแล้ว แค่เพราะผมเป็นคนหนุ่มที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ...เพื่อช่วยชีวิตเด็กๆ ที่ป่วยหนักอยู่ในโรงพยาบาล St. Jude Children’s Hospital”
โครงการใหญ่งานแรกที่ Eric Trump ฉายเดี่ยวไม่ใช่ตึกคอนโด แต่เป็นองค์กรการกุศล เมื่อปี 2006 Eric ซึ่งเพิ่งเรียนจบสายการเงินและการจัดการจากมหาวิทยาลัย Georgetown มาหมาดๆ อยากทำภารกิจที่ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาเช่าอีกฉบับหรือตัดริบบิ้นอีกเส้น
เขาเคยบอก Forbes ในเวลาต่อมาว่า ขณะที่เขากำลังขับรถไปตามทางด่วน New Jersey Turnpike เขาครุ่นคิดว่าเขาจะทำอะไรเพื่อช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นการก่อตั้งกิจการที่หล่อหลอมตัวตนของเขา นั่นคือองค์กรไม่แสวงหากำไร Eric Trump Foundation
ก็จริงอยู่ที่องค์กรนี้เคยทำความดีไว้มาก อย่างการจัดงานที่ช่วยระดมทุนให้ St. Jude Children’s Research Hospital ได้กว่า 16 ล้านเหรียญ แต่งานนี้ก็ส่อเค้าลางให้เห็นตั้งแต่แรกเช่นกันว่า Eric จัดการช่องว่างระหว่างคำโฆษณากับตัวเลขในเอกสารอย่างไร องค์กรนี้บอกผู้บริจาคว่า งานระดมทุนดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก และเงินถึงมือโรงพยาบาล St. Jude “เกือบทั้งหมด” เพราะใช้สถานที่ของ Trump ได้ฟรี และเหล่านักแสดงก็มาช่วยงาน “โดยไม่คิดค่าตอบแทน”
แต่ผลการตรวจสอบข้อมูลในเอกสารของภาครัฐตามที่ Forbes ร้องขอไป กลับบอกเล่าเรื่องราวที่เละเทะกว่านั้น เงินกว่า 500,000 เหรียญถูกส่งให้องค์กรการกุศลอื่นๆ เงินอีกกว่า 500,000 เหรียญถูกจ่ายให้อสังหาริมทรัพย์ของ Trump หลายแห่งเงินอย่างน้อย 110,000 เหรียญถูกจ่ายให้นักแสดง และเงินอีกกว่า 35,000 เหรียญถูกจ่ายเป็นค่าบริการพนักงานขับรถ ซึ่งมีทั้งให้ไปรับส่งแม่ของ Eric และส่งรถตู้อย่างหรูไปร้าน Hooters รวมทั้งไปที่อื่นๆ ด้วย
งานประจำที่ Trump Organization ทำให้ Eric ได้ใช้เวลาหลายปีอยู่กับโรงแรมและสนามกอล์ฟ ซึ่งกิจการ 2 ประเภทนี้ช่วยสอนเรื่องโครงสร้างธุรกิจให้เขา โรงแรมสอนเขาว่าการปั้นแบรนด์และการบริหารจัดการนั้นทำเงินได้ง่ายกว่าการสร้างและเป็นเจ้าของธุรกิจเองอย่างมาก ส่วนสนามกอล์ฟสอนเขาว่า โครงสร้างเงินทุนแบบแปลกประหลาดก็มีประโยชน์ได้ ถ้าคุณไม่ยี่หระกับการเห็นตัวเลขหนี้สินแปะอยู่มุมหนึ่งในงบดุล
ช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 สโมสรกอล์ฟหลายแห่งเก็บค่ามัดจำจากสมาชิกใหม่และสัญญาจะจ่ายคืนในอีกหลายสิบปีให้หลังโดยไม่มีดอกเบี้ย ภาระหนี้แบบนี้อาจทำให้ผู้ซื้อกิจการรายอื่นถอย แต่ Donald Trump ไม่กลัว เขายอมแบกหนี้ประมาณ 250 ล้านเหรียญ ซื้อสโมสรมาถูกๆ แล้วตีมึนเหมือนว่าหนี้ส่วนนี้แทบไม่มีอยู่จริงในงบการเงินส่วนบุคคล เพราะกว่าจะถึงกำหนดชำระคืน ตัวอสังหาฯ ก็มีมูลค่าสูงเกินกว่าหนี้ที่จะต้องจ่ายไปไกลลิบแล้ว
เมื่อ Donald Trump เข้าทำเนียบขาวเป็นสมัยแรกในเดือนมกราคม ปี 2017 Eric กับ Don Jr. พี่ชายเข้ามารับช่วงดูแลพอร์ตธุรกิจแทนพ่อ ซึ่ง Eric ก็ดูเหมือนไม่มีวิสัยทัศน์อะไรมาก แค่อยากสานต่องานในแบบที่พ่อเคยทำ “เราไม่ใช่บริษัทขายสินทรัพย์” เขาบอก Forbes ตอนที่ให้สัมภาษณ์บนชั้น 25 ของ Trump Tower เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 “เราซื้อของมาแล้วตกแต่งให้สวย”
เหล่าทายาท Trump เคยลองทำธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงแบรนด์โรงแรมระดับกลาง 2 แบรนด์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ต่อมาเมื่อธุรกิจเริ่มติดขัดและเงินสดสำรองของพ่อร่อยหรอลงในช่วง 7 ปีต่อมาพวกเขาจึงลงเอยด้วยการทำสิ่งที่ Eric เคยพูดว่าจะไม่ทำ นั่นคือการขายสินทรัพย์มูลค่ารวมประมาณ 411 ล้านเหรียญ
แล้วโอกาสใหม่ให้โกยเงินก็เข้ามา นั่นคือการเลือกตั้งปี 2024 แค่ 2 สัปดาห์หลังจาก Donald Trump ชนะ Kamala Harris บริษัทซึ่งจะกลายมาเป็น American Bitcoin ก็ถูกจัดตั้งขึ้นในรัฐ Delaware แต่บริษัทนี้ไม่ได้จะลงสนามคริปโตตั้งแต่แรก
โดยเมื่อเดือนมกราคม ปี 2025 Hussain Sajwani นักพัฒนาอสังหาฯ ซึ่งเคยจับมือกับครอบครัว Trump ทำโครงการสนามกอล์ฟในเมือง Dubai มาเยือนรีสอร์ต Mar-a-Lago เพื่อชวนบ้าน Trump ลงทุน 2 หมื่นล้านเหรียญ สร้างศูนย์ข้อมูลสัญชาติอเมริกันเพื่อเกาะกระแส AI บูม
หลังจากนั้นไม่นานเหล่าลูกชาย Trump ก็เปิดตัวแผนงาน American Data Centers ของตัวเอง ซึ่ง Eric กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ “สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในสหรัฐฯ”
หรือมันอาจจะไม่สำคัญจริงก็ได้ เพราะ Eric กับ Don Jr. เปลี่ยนไปจับธุรกิจคริปโตแทนภายในเวลาแค่เดือนเดียวผ่านเพื่อนๆ ที่สองพี่น้องรู้จัก โดยจับมือกับ Asher Genoot และ Mike Ho สองผู้ประกอบการที่เกี่ยวโยงกับ Hut 8 ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่ทำธุรกิจเหมืองบิตคอยน์ขนาดใหญ่เช่นกัน ซึ่งก็เป็นจังหวะเหมาะพอดีเพราะบิตคอยน์เพิ่ง “ปรับลดรางวัล” จนรางวัลจากการขุดเหมืองหายไป 50% ทำให้นักลงทุนทั้งวงการพากันโยกย้ายทรัพยากรการประมวลผลเอาไปใช้กับ AI แทน และผู้ถือหุ้นสถาบันของ Hut 8 ก็กดดันให้บริษัทย้ายตามชาวบ้านไปด้วย
แต่ Asher และ Mike ซึ่งมีพื้นฐานด้านการปั้นแบรนด์และการซื้อขายกินส่วนต่างมีทางออกที่สร้างสรรค์กว่านั้น นั่นคือการชักชวนพี่น้อง Trump ให้ยอมทิ้งไอเดียธุรกิจศูนย์ข้อมูล โดยเสนอหุ้น 20% ในบริษัทที่เป็นเครื่องมือขุดบิตคอยน์ จากนั้นเมื่อตระกูลหมายเลข 1 เข้ามาร่วมลงทุนแล้วก็แยกเอาเครื่องมือดังกล่าวออกมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และทำให้มันกลายเป็นเครื่องจักรปั่นกระแสที่ใช้นามสกุล Trump เป็นเชื้อเพลิง
ดูเหมือนข้อตกลงนี้จะถูกวางโครงสร้างมาให้ล่อใจใครบางคนที่คุ้นเคยกับธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ ขณะที่เครื่องจักรนี้เดินเครื่องไป American Bitcoin ก็ดำเนินงานในฐานะแบรนด์ที่เน้น “ลดการถือครองสินทรัพย์” โดยมี Hut 8 เป็นทั้งผู้ถือครองอสังหาฯ บริหารศูนย์ข้อมูล ดูแลงานหลังบ้าน และจัดหาผู้บริหารตำแหน่งสำคัญมาให้เสร็จสรรพ Matt Prusak เคยทำงานให้ Hut 8
ส่วน Mike ยังคงทำงานที่นั่น โดยควบทั้งตำแหน่ง CEO ของ American Bitcoin และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Hut 8 ส่วนพี่น้อง Trump ก็เน้นทำเฉพาะงานที่พวกเขาพิสูจน์ฝีมือมาแล้วว่าเก่งจริง นั่นคือการขาย
นับตั้งแต่ Eric Trump เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนคริปโต เขาก็เร่ขายเรื่องราวจุดกำเนิดกิจการอันสุดแสนจะบรรเจิดโดยเล่าว่า บรรดาธนาคารรวมหัวกัน “ต่อต้าน” ครอบครัว Trump จึงทำให้เหล่าชาว Trump ได้ค้นพบระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ เขากล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วว่า “เพราะพ่อผมเล่นการเมือง พวกเราเลยถูกธนาคารลอยแพ”
แต่นิทานเรื่องธนาคารใจร้ายไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริงที่ฟ้องอยู่ในงบดุลของครอบครัว Capital One และ JPMorgan Chase สั่งปิดบัญชีบางส่วนจริงในปี 2021 หลังจากเกิดเหตุการณ์กลุ่มผู้สนับสนุน Donald Trump บุกรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม และระหว่างที่สำนักงานอัยการสูงสุดรัฐ New York กำลังสืบสวนคดีฉ้อโกง ต่อมาผู้พิพากษาสรุปว่า Trump Organization เคยกระทำการฉ้อโกงและมีแนวโน้มจะทำซ้ำในอนาคต
ศาลจึงสั่งห้าม Eric Trump ไม่ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหาร หรือกรรมการของบริษัทใดๆ ในรัฐ New York เป็นเวลา 2 ปี แต่ผู้ให้บริการสินเชื่อรายใหญ่ก็ยังกระหายอยากทำธุรกิจกับตระกูลนี้อยู่ดี JPMorgan ช่วยรีไฟแนนซ์เงินกู้ก้อนโตของ Trump ในเวลาไม่นานหลังจากที่ปิดบัญชีของเขาไปบางส่วน และตั้งแต่ต้นปี 2021 ถึงกลางปี 2022 ตระกูล Trump ได้รีไฟแนนซ์หนี้ไปแล้วเกือบ 700 ล้านเหรียญในการปรับโครงสร้างธุรกิจรอบด้าน
ถ้างั้นเหตุผลแท้จริงที่ Trump หันมาสนใจคริปโตคืออะไร? สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือคำอธิบายที่ฟังขึ้นที่สุดด้วย คริปโตคือสายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เครื่องจักรขายลิขสิทธิ์แบรนด์ Trump ปั่นออกมา Donald Trump เปิดฉากด้วยการขายชุดการ์ดสะสมแบบ NFT ที่มีภาพวาดตัวเขาเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ซึ่งขายหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว และกวาดรายได้เป็นเงินสดกับเงินคริปโตกว่า 7 ล้านเหรียญ และธุรกิจอื่นๆ
หลังจากนั้นซึ่งรวมถึง World Liberty Financial ก็ตอกย้ำว่า การที่ครอบครัวนี้หันมาหาสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่การโยกย้ายถิ่นฐานเพราะมีอุดมการณ์อะไร แต่พวกเขาแค่กระหายอยากคว้าสภาพคล่องในตลาด ที่ชอบแห่อวยคนดังและติดละครหลอกขายหุ้นกันจนเพี้ยน
นับจนถึงปี 2025 เราได้เห็นบริษัทที่ฟันกำไรฉ่ำจากการซื้อขายบิตคอยน์มาแล้ว Strategy ของ Michael Saylor ซึ่งเคยเป็นบริษัทซอฟต์แวร์คือตัวอย่างที่ทำให้นักลงทุนเห็นว่า หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ใช้เป็นเปลือกห่อหุ้มธุรกิจการเอาเงินกู้ยืมไปลงทุนในบิตคอยน์ได้โดยเริ่มจากบริษัทออกหุ้นมาขาย นำเงินที่ได้ไปซื้อบิตคอยน์ อธิบายกำไรในงบดุลด้วยการคิดเป็นบิตคอยน์ต่อหุ้น แล้วทำแบบนี้วนไปจนมีบริษัทมหาชนกว่า 200 แห่งเริ่มเอากลยุทธ์นี้ไปใช้บ้างในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ American Bitcoin โดดเด่นกว่าที่อื่น เพราะเอายี่ห้อประธานาธิบดีมาแปะในกลไกนี้ด้วย
เมื่อบริษัทเปิดขายหุ้นในตลาดวันที่ 3 กันยายนปีที่ผ่านมา Eric Trump โดดเข้าห้องแชตบน X แล้วยกตัวเลขมาอวดสรรพคุณ “พวกเราขุดบิตคอยน์กันทุกวันจริงๆ ด้วยต้นทุนประมาณ 57,000 หรือ 58,000 เหรียญต่อบิตคอยน์” เขากล่าวและระบุว่า ราคาซื้อขายบิตคอยน์อยู่ที่ประมาณ 2 เท่าของต้นทุน “หาปัจจัยพื้นฐานดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
ตัวเลขนี้ล่อใจนักลงทุน แม้มันจะออกมาจากปากคนที่เคยหมกเม็ดค่าใช้จ่ายที่ดูไม่ค่อยโสภาเมื่อครั้งจัดงานระดมทุนการกุศลก็ตาม ต้นทุน 5 หมื่นกว่าเหรียญที่ว่านั้นครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องขุดของ American Bitcoin แต่ถ้านับรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ การตลาดของบริษัท และการจัดสรรเงินทุน ตัวเลขต้นทุนก็จะสูงกว่านี้มาก ซึ่ง ณ เวลานั้นน่าจะอยู่ราว 92,000 เหรียญต่อบิตคอยน์ เท่ากับว่าบริษัทนี้จะมีกำไรได้ก็ต่อเมื่อราคาคริปโตยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงเท่านั้น
การบวกค่าเสื่อมราคาเข้าไปในต้นทุนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในกรณีของ American Bitcoin ซึ่งใช้กลยุทธ์บริหารเงินทุนแบบนอกกรอบตามอย่าง Hut 8 กล่าวคือในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน American Bitcoin ทุ่มเงินประมาณ 330 ล้านเหรียญเพื่ออัปเกรดเครื่องขุดบิตคอยน์ แต่แทนที่จะจ่ายเงินสดทันที American Bitcoin ใช้วิธีวางบิตคอยน์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วทำสัญญาสิทธิสำหรับวิธีการชำระหนี้ที่บริษัทจะต้องจ่ายในภายหลัง
ถ้าราคาบิตคอยน์วิ่งขึ้นบริษัทของพี่น้อง Trump สามารถควักเงินสดประมาณ 330 ล้านเหรียญเอามาจ่าย แล้วเก็บบิตคอยน์ที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเอาไว้เอง แต่ถ้าบิตคอยน์ราคาตก American Bitcoin ก็สามารถเลือกเอาเงินคริปโตที่มีอยู่มาชำระหนี้ได้

นับตั้งแต่การซื้อครั้งใหญ่ราคาบิตคอยน์ร่วงลงมาประมาณ 30% แล้ว ตอนนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่า American Bitcoin อาจต้องยอมสละเงินคริปโตที่วางค้ำประกันไว้เพื่อจ่ายเป็นค่าเครื่องขุด แต่ปัญหาคือ ยอดหนี้ที่ใช้บิตคอยน์ค้ำไว้ทั้งหมดมีมูลค่าเทียบเท่า 3,090 บิตคอยน์ (ณ วันที่ 25 มีนาคม) แต่ American Bitcoin เพิ่งขุดเหรียญมาได้แค่ประมาณ 1,800 บิตคอยน์ พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าราคาเหรียญไม่ดีดขึ้น บิตคอยน์ที่บริษัทเคยขุดมาได้ทั้งหมดนับตั้งแต่ก่อตั้งจะต้องถูกยึดเมื่อสัญญาสิทธิเริ่มสิ้นสุดลงประมาณเดือนสิงหาคม ปี 2027
เรื่อง: DAN ALEXANDER เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง
ภาพประกอบ: ROBERT CARTER
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : บาลานซ์ชีวิตเศรษฐีคันทรี่ Blake Shelton ทิ้งเงินล้าน เลือก “ฟาร์มสุข”



