ลบภาพจำฮับอีเวนต์! บางกอกแลนด์ ผนึก AIS ปั้น “เมืองทอง” 4,000 ไร่ สู่สมาร์ทซิตี้ อัดฉีด 5G-AI ยกระดับชีวิต-ธุรกิจครบวงจร

ลบภาพจำฮับอีเวนต์! บางกอกแลนด์ ผนึก AIS ปั้น “เมืองทอง” 4,000 ไร่ สู่สมาร์ทซิตี้ อัดฉีด 5G-AI ยกระดับชีวิต-ธุรกิจครบวงจร

FORBES THAILAND / ADMIN
15 Jul 2026 | 04:55 PM
READ 1548

ก้าวข้ามคำว่าศูนย์จัดอีเวนต์ สู่มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต บางกอกแลนด์ จับมือ AIS คิกออฟโปรเจ็กต์ Muang Thong NEXT ปูพรมโครงข่าย 5G-ADVANCED ทั่วพื้นที่ 4,000 ไร่ ยกระดับสมาร์ทโฮม ธุรกิจ และระบบจัดการเมือง หวังปั้นเมืองทองธานีให้เป็นแลนด์มาร์กเศรษฐกิจอัจฉริยะและ Hub Connectivity ของไทย


    จากภาพจำของการเป็นเพียงศูนย์กลางการจัดงานและอีเวนต์ระดับประเทศ วันนี้อาณาจักร "เมืองทองธานี" บนพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่อ "บางกอกแลนด์" ตัดสินใจจับมือกับยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมอย่าง "AIS" เพื่อยกระดับพื้นที่ทั้งหมดสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบภายใต้โปรเจ็กต์ “Muang Thong NEXT: The Smart & Connected City”

    ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การอัปเกรดอินเทอร์เน็ตหรือติดกล้องวงจรปิด แต่คือการรื้อระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ทั้งเมือง เพื่อเปลี่ยนผ่านเมืองทองธานีสู่การเป็น "Hub Connectivity City" ระบบนิเวศที่ผสานการใช้ชีวิต การทำงาน การศึกษา และธุรกิจ เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ


​

อัดฉีด 5G ขั้นสุด ปูพรมโครงสร้างดิจิทัลทั้งเมือง

    โดยหัวใจสำคัญของการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ คือการนำขีดความสามารถทางเทคโนโลยีระดับโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ของ AIS เข้ามาสวมเข้ากับพื้นที่ของเมืองทองธานีในทุกมิติ ทั้งในฝั่งของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และการบริหารจัดการเมือง

    เริ่มต้นจากการยกระดับขีดความสามารถด้านการเชื่อมต่อให้ครอบคลุมและเสถียรที่สุด โดย AIS ได้ปูพรมโครงข่าย 5G ทั่วพื้นที่ พร้อมอัปเกรดสู่ระดับ 5G-ADVANCED ที่ใช้เทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ของเมืองทองธานีในการรองรับคลื่นมหาชนหลักหมื่นคนที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงที่มีคอนเสิร์ตหรือบิ๊กอีเวนต์


​

    ซึ่งโครงข่ายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หนาแน่นขั้นสุด รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง immersive experience, extended reality และการไลฟ์สตรีมมิงแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ในฝั่งที่อยู่อาศัยยังยกระดับด้วย AIS 3BB Fibre3 และ WiFi 7 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ smart living เต็มรูปแบบ ทั้งระบบบ้านอัจฉริยะไปจนถึง telemedicine

    ขณะเดียวกัน ในภาคธุรกิจและผู้ประกอบการภายในพื้นที่ ก็ได้รับการติดอาวุธด้วยโซลูชันระดับเอนเทอร์ไพรส์ ไม่ว่าจะเป็น sovereign cloud, data center และ AI solutions เพื่อเร่งสปีด digital transformation รวมถึงระบบโครงข่ายเฉพาะสำหรับพื้นที่ศูนย์การประชุมอย่าง IMPACT ที่มีทั้งระบบ WiFi ความจุกว้าง และ 5G SA (VIP Ultra และ Boost Mode) เพื่อรับประกันความเสถียรสูงสุดสำหรับทั้งผู้จัดงาน (exhibitor) และผู้เข้าชม


​

ดึง Data ทรานส์ฟอร์มสู่ "เมืองที่คิดเองได้"

    นอกเหนือจากการอัปเกรดโครงข่ายสำหรับผู้อยู่อาศัยและภาคธุรกิจแล้ว จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ตามมาคือการบริหารจัดการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยข้อมูลมหาศาลจากทั้งศูนย์ประชุม ที่พักอาศัย พื้นที่ค้าปลีก และระบบจราจร จะถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลางที่เรียกว่า smart city data platform และจำลองเมืองทั้งเมืองออกมาในรูปแบบ digital twin

    โดยระบบนี้จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยี IoT และ AI CCTV ทั่วพื้นที่ ทำให้ผู้บริหารเมืองสามารถเห็นภาพรวมได้แบบเรียลไทม์ เพื่อวางแผนจัดการจราจรที่มักเป็น pain point สำคัญได้อย่างแม่นยำ รวมถึงควบคุมการใช้พลังงาน และการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง


​

เทคโนโลยีต้องจับต้องได้จริง

    พอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองว่า สมาร์ทซิตี้ในความหมายของเมืองทองธานี ไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือการทำให้เมืองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์คอนเซปต์ Live-Work-Play-Learn เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาปลดล็อกให้การใช้ชีวิต ธุรกิจ และการจราจรในพื้นที่คล่องตัวและปลอดภัย รองรับการเติบโตของประชากรในเมืองได้อย่างยั่งยืน

    ด้านปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส ขยายความถึงบทบาทองค์กรที่ก้าวข้ามจากการเป็นผู้ให้บริการเครือข่าย สู่การเป็น "national intelligent infrastructure" โดยระบุว่า ความสำเร็จของสมาร์ทซิตี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเทคโนโลยีที่ถมลงไป แต่วัดจาก "ประโยชน์ที่ผู้คนสัมผัสได้จริง" หัวใจของ Muang Thong NEXT คือการทำให้เทคโนโลยีทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเป็นธรรมชาติ (invisible tech) ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ธุรกิจมีประสิทธิภาพขึ้น และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ได้มากกว่าเดิม

    ดังนั้น การขยับตัวของสองบริษัทชั้นนำในครั้งนี้ จึงนับเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีของไทย เพราะนี่คือการเปลี่ยนพื้นที่ระดับ 4,000 ไร่ ให้กลายเป็น "แซนด์บ็อกซ์" และพื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะที่ใช้งานได้จริง

    ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาณาจักรเมืองทองธานี แต่ยังเป็นการปักหมุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดนนทบุรีและประเทศไทยในยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

​


ภาพ : AIS




​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หมดยุคทองที่ดิน CBD แนะ “แลนด์ลอร์ด” เลิกฝืนหั่นราคาขาย ยื่นสัญญาเช่าระยะยาว ทางรอดตลาดขาลง

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine​