การศึกษาไทยในสมรภูมิ AI ไม่ต้อง “Set Zero” แต่ต้อง “Redesign” ลดเวลาเรียนทฤษฎี มุ่งปั้นคนให้ตอบโจทย์งานจริง

การศึกษาไทยในสมรภูมิ AI ไม่ต้อง “Set Zero” แต่ต้อง “Redesign” ลดเวลาเรียนทฤษฎี มุ่งปั้นคนให้ตอบโจทย์งานจริง

ตลาดแรงงานโลกกำลังถูก AI พลิกโฉม การศึกษาไทยในฐานะต้นทางผลิตบุคลากรจึงต้องเร่งปรับตัว ผู้นำหลากวงการเห็นตรงกันว่า การล้างระบบไม่ใช่ทางออก แต่ต้อง Redesign หลักสูตรให้เด็กประยุกต์ใช้ความรู้ได้จริง เพราะยุคนี้องค์กรไม่ได้เลือกคนที่เกรดสวย แต่เลือกคนที่มีทักษะและรับผิดชอบต่องานได้


    ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) คาดการณ์ว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานเดิมกว่า 70 ล้านตำแหน่ง และสร้างงานใหม่ขึ้นมา 150 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030

    สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยกลับมายัง "ระบบการศึกษาไทย" ในฐานะสายพานผลิตบุคลากรว่า เราพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้แค่ไหน? และถึงเวลาหรือยังที่ต้อง "set zero" รื้อระบบการศึกษาแบบเดิมๆ ทิ้งไป

    ล่าสุด บนเวทีเสวนา “ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่” ผู้นำจากทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และตัวแทนสถาบันครอบครัว ได้ร่วมกันวิเคราะห์ประเด็นนี้ โดยมีข้อสรุปที่ตรงกันคือ การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง set zero แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการ "redesign" และ "reinventing" เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์โลกการทำงานจริง


ปรับโฟกัสใหม่ หมดยุคเรียนเพื่อสอบ

    ตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป ชี้ให้เห็นว่า แกนกลางของอาชีพในอนาคตจะหมุนรอบเทคโนโลยี AI, data และ finance การให้นักเรียนอัดแน่นทฤษฎีเพียงอย่างเดียวจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาแม้เด็กไทยจะเก่งคำนวณหรือเก่งทฤษฎี แต่เมื่อต้องลงมือปฏิบัติจริงกลับทำไม่ได้ ช่องว่างตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้อง redesign โดยเปลี่ยนมาเน้นทักษะการประยุกต์ใช้ผ่านการเรียนแบบ project-based learning

    "ถ้านักเรียนมีความรู้ด้านทฤษฎีอย่างเดียว ไม่มีการ application skills การทำเพื่ออาชีพจะมีปัญหา เด็กไทยเก่งเลข เก่งแคลคูลัส แต่พอไปเจอหน้างานจริงอาจจะงง ยกตัวอย่างเรื่องไฟฟ้า เด็กเข้าใจทฤษฎีวงจรไฟฟ้าทุกอย่าง แต่วัดกระแสไฟฟ้าไม่เป็น gap ตรงนี้มันห่างแน่ๆ ในการศึกษาไทยยุคก่อน AI สิ่งที่เราเรียน ผมมองถึงการเอาไปใช้จริงให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน" ตรีณัฐ ย้ำให้เห็นภาพ

ตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป


    สอดคล้องกับ ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ที่เสริมในมุมมองระดับนโยบายว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าวัฏจักรการปรับปรุงหลักสูตรซึ่งมักใช้เวลานาน 10-20 ปี ภาครัฐจึงกำลังปรับตัวสู่ระบบ "คลังหน่วยกิต" ทั้งในระดับอุดมศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต แนวทางนี้จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนจากที่ใดก็ได้ สามารถเก็บสะสมเครดิต และเทียบโอนความรู้ตามศักยภาพของตนเอง โดยไม่ต้องยึดติดกับการเรียนในห้องเรียนแบบเดิม

    "พ.ร.บ. เปลี่ยนทีหนึ่งประมาณ 20 ปี หรือหลักสูตรเราเนี่ย 10 กว่าปี โลกมันหมุนไปไวมาก เทคโนโลยีเราตามไม่ทันหรอก มันไม่เหมือนกับ set zero แต่ใกล้ set zero โลกอนาคตเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ปัจจุบันเราจะเรียนแล้วก็จบเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว" ดร.บัณฑิตย์ กล่าว

ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ


เวลาเรียน 3 ปี อาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า

    อีกหนึ่งประเด็นที่ท้าทายโครงสร้างเดิมคือ "เวลา" ตรีณัฐ ได้กางตัวเลขทางสถิติให้เห็นว่า หากตัดวิชาที่ไม่ส่งผลต่อ core knowledge ออกไป เวลาเรียนจริงๆ ในระดับชั้นมัธยมปลาย 3 ปี จะตกอยู่เพียงราวๆ 1,500 ชั่วโมง

    ซึ่งหากเด็กมีเป้าหมายชัดเจนและมีศักยภาพเพียงพอ การใช้หลักสูตรทางเลือกที่เข้มข้นและเน้นการลงมือทำจริง เช่น ระบบ BTEC ที่ได้รับการรับรองจาก ทปอ. จะช่วยร่นระยะเวลาให้เด็กเข้าสู่โลกมหาวิทยาลัยหรือตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น เป็นการบริหารเวลาช่วงวัยรุ่นให้เกิด ROI (return on investment) สูงสุด

    "ถ้าเด็กมีความพร้อม มีศักยภาพ การเรียน 3 ปีอาจจะเยอะไป บางทีช่วงปิดเทอมเขาอาจจะทำอะไรได้เยอะโดยที่ไม่ต้องทิ้งเวลาให้สูญเปล่า ในยุคที่โลกหมุนเร็วขนาดนี้ ถ้าเด็กจบเร็วแล้วเข้าสู่โลกของการทำงานหรือมหาวิทยาลัยได้เร็วขึ้น ได้ลองผิดลองถูกเร็วขึ้น เอาสกิลไปใช้ได้เร็วขึ้น ผมมองว่าจำเป็นที่จะต้องทำให้มันกระชับ ตรงประเด็น และเด็กมีทักษะที่เอาไปทำจริงได้" ตรีณัฐ เสนอมุมมอง


    ในขณะที่ รศ.ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า แม้ระยะเวลาอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ "กระบวนการค้นพบตัวเอง" โดยมองว่าเด็กประถมควรได้เรียนรู้อย่างกว้างขวาง มัธยมต้นควรได้ลงมือทำเพื่อค้นหาความชอบ และเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมปลาย เด็กจะต้องรู้ตัวตนแล้วว่าจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด เพราะช่วงเวลานี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคต

รศ.ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)


องค์กรไม่ได้ซื้อ "เกรด" แต่ต้องการ "ผลลัพธ์"

    เมื่อสายพานการศึกษาทำหน้าที่ผลิตเด็กรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน มุมมองจากฝั่งนายจ้างจึงเป็นบททดสอบที่แท้จริง อรรฆรัตน์ นิติพน หรือ ก้อง ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน สะท้อนภาพในฐานะผู้ประกอบการว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจไม่ได้มองหาเด็กที่ท่องจำเก่งหรือมีคะแนนสอบสวยหรู แต่ต้องการคนที่สามารถนำความรู้มาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็น "ผลลัพธ์" ทางธุรกิจได้

    “เด็กที่จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ หรือรับฟีดแบ็กไม่เป็น ท้ายที่สุดองค์กรก็ไปต่อด้วยไม่ได้ สิ่งที่นายจ้างมองหาในยุคนี้คือ ownership ความเป็นเจ้าของงาน คุณจะใช้ ChatGPT หรือ AI ตัวไหนช่วยทำงานก็ได้ แต่คุณต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์นั้นให้ได้ hard skill คือตั๋วผ่านประตู แต่ soft skill และทัศนคติคือสิ่งที่จะกำหนดว่าคุณจะเติบโตได้ไกลแค่ไหน” อรรฆรัตน์ กล่าว

อรรฆรัตน์ นิติพน หรือ ก้อง ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน


AI แบ่งแยกคนเป็น 2 กลุ่ม พื้นฐานต้องแน่น

    สำหรับเรื่องเครื่องมือล้ำสมัยในยุคที่ AI สามารถทำแทนมนุษย์ได้แทบทุกอย่าง รศ.ธีรวัฒน์ ชี้ให้เห็นสภาพความเป็นจริงว่า AI จะแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือคนที่ให้ AI คิดแทนทุกขั้นตอน ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นเพียงผู้ตามเทคโนโลยี ส่วนอีกกลุ่มคือคนที่นำ AI มาใช้เป็น "เครื่องมือกรองความคิด" ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้จะมีศักยภาพในการต่อยอดไปได้ไกลกว่ามาก

    "ถ้าเด็กคนหนึ่งเอา AI มาทำการบ้านส่งครู ก็ไปแบบที่เห็น แต่ถ้าเด็กอีกคนทำคณิตศาสตร์แล้วให้ AI ช่วยตรวจหาว่ามีวิธีไหนที่ดีกว่านี้ไหม กลายเป็นเด็กสองคนได้เกรด 4 เท่ากัน แต่ความเก่งจริงต่างกัน การเรียนการสอนของเราต้องกลับไปมองสู่พื้นฐาน ถ้าพื้นฐานดี พอ AI เจนอะไรออกมา เด็กจะสามารถพิจารณาได้ว่าสิ่งที่ออกมานั้นถูกหรือไม่ถูก"

    ดังนั้น วิธีการใช้งาน AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่การพึ่งพาเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นจนจบ แต่คือ "การปูพื้นฐานความรู้ให้แน่น" เพราะเมื่อเด็กมีรากฐานที่แข็งแรง เขาจะมีกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) มากพอที่จะตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นมาได้



สถาบันครอบครัวคือ Data Center แรกของเด็ก

    ท่ามกลางการพูดคุยเรื่องระบบการศึกษาและเทคโนโลยี รุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ แอนนี่ บรู๊ค ตัวแทนผู้ปกครอง ได้พาประเด็นกลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดอย่าง "ครอบครัว" โดยเน้นย้ำว่า การเตรียมเด็กให้พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พ่อแม่ไม่อาจผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว

    "เราเนี่ยจะเป็น data center คนแรกของลูกเลย ถ้าเกิดว่าเราเป็นพ่อแม่ พอเขาพูดอะไรปุ๊บแย้งทันที วันข้างหลังเขาจะไม่พูดอะไรต่อ เราจะไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย พ่อแม่ที่มีอยู่จริงก็คือ คุณต้องอยู่ในทุกๆ โมเมนต์ของลูกให้ได้ เป็นผู้ฟังที่ดีเพื่อที่จะชี้ทาง ไม่ใช่ชี้นำ"

    รุ่งนภา เน้นย้ำถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ควบคู่ไปกับความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) เพราะเมื่อเด็กมีความสุขและรู้เป้าหมายของตัวเอง ศักยภาพในการเรียนรู้ก็จะพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด

    "แอนเลี้ยงลูกมาแบบ EQ นำ เด็กต้องมีความสุข เมื่อเด็กแฮปปี้แล้วเขาพร้อมที่จะเปิดรับเป็นฟองน้ำที่จะซึมซับอะไรได้ง่ายมาก แล้ว IQ จะตามมาอย่างรวดเร็ว การศึกษาที่ดีไม่ใช่การพาลูกไปให้ไกลกว่าคนอื่น แต่คือการพาลูกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะมี"

รุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ แอนนี่ บรู๊ค ตัวแทนผู้ปกครอง


Redesign การศึกษา เติมทักษะความเป็นมนุษย์

    ท้ายที่สุด บทสรุปของอนาคตการศึกษาไทยในยุค AI จึงไม่ใช่การรื้อระบบเดิมทิ้งทั้งหมดแล้วสร้างใหม่ แต่คือการ "redesign" ปรับปรุงรูปแบบให้สอดรับกับความต้องการของโลกธุรกิจ เพราะปัจจุบันตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่คิดวิเคราะห์เป็น สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี และรู้จักใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือทุ่นแรง มากกว่าจะปล่อยให้ AI เข้ามาเป็นเจ้านายทางความคิด

    สิ่งนี้สอดคล้องกับมุมมองปิดท้ายของ รศ.ธีรวัฒน์ ที่ฝากข้อคิดไว้ว่า "AI อาจจะเก่งกาจ ประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้ในเสี้ยววินาที แต่ AI ไม่มีทางเข้าใจความสงสัยที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเด็กได้เลย"

    และนี่คือพื้นที่ของความเป็นมนุษย์ ที่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลเพียงใด ก็ไม่สามารถทดแทนการบ่มเพาะจากครอบครัวและครูผู้สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแน่นอน


ภาพ : เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล, magnific 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วิกฤตแรงงานปี 2026 AI แบ่งคนเป็น K-Shape คน “ใช้เก่ง” ก็โตก้าวกระโดด คนแค่ “ใช้ได้” อาจไม่มีที่ยืนในองค์กร

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine